ทองพันชั่ง
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หญ้าไก่ (ไทย) ,แปะเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ ,
ทองพันดุลย์ , ทองคันชั่ง (ภาคกลาง) , ผกาฮ้อมบก (สุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ White crane flower
วงศ์ Acanthaceae
ลักษณะของทองพันชั่ง
ต้นทองพันชั่ง เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร โคนของลำต้นเป็นเนื้อไม้แกนแข็ง มีกิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม ใบทองพันชั่ง ใบเป็นเป็นเดี่ยว ลักษณะใบเป็นรูปไข่ ปลายใบและโคนใบแหลม ยาวประมาณ 4-6
เซนติเมตร และกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร
ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ดอกทองพันชั่ง ออกดอกเป็นช่อตรงซอกมุมใบ กลีบดอกมีสีขาว กลีบรองดอกมี 5 กลีบและมีขน กลีบดอกติดกัน โคนเป็นหลอด มีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบมีขนยาวประมาณ 0.8
เซนติเมตรและกว้างประมาณ 0.1 เซนติเมตร
ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้น ๆ ส่วนกลีบล่างแผ่กว้างประมาณ 1.5
เซนติเมตร แยกเป็น 3 แฉก
ส่วนก้านเกสรจะสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก ผลทองพันชั่ง ลักษณะผลเป็นฝักและมีขน
ภายในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด ทาแก้กลากเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆ
ใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์
หรืออาจใช้รากบดเป็นผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์
เอามาทาแก้โรคผิวหนัง
กลากเกลื้อน และผื่นคันอื่นๆ ใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง กลาก
และโรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำให้ละเอียด
แช่เหล้าพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน
นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆ หรือทาวันละ 3-4 ครั้ง
จนกว่าจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน
เหตุที่ต้องแช่ไว้นาน 7 วัน
เป็นเพราะน้ำยาที่ยังแช่ไม่ครบกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง
ถ้านำไปทาจะทำให้ผิวหนังแสบและคันมากขึ้น น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากกว่าใบแห้ง ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว
ใช้รับประทานเป็นยาภายใน รักษาโรคมะเร็ง และวัณโรคระยะเริ่มแรก
ใช้ทั้งต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา
ต้มดื่มต่างน้ำ ใช้ก้านและใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำดื่ม รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก ช่วยขับปัสสาวะ
ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งนำมาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับปัสสาวะได้
การขยายพันธุ์ทองพันชั่ง
ทองพันชั่งสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย
การเพาะเมล็ดและนำกิ่งมาปักชำ
แต่ในปัจจุบันวิธีที่ได้รับความนิยมและมีอัตราการปลูกที่ได้ผลดี คือ
วิธีการคือตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดจากนั้นตัดบริเวณกิ่งให้เฉียงทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่ชุ่มน้ำโดยให้กิ่งเอียงเล็กน้อย ทองพันชั่งเป็นพืชที่ไม่ชอบร่มเงามาก
(ต้องการที่ที่มีแสงแดดลอดผ่านมารำไร) มักชอบที่ดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดี
ไม่ขังแฉะ และต้องคอยดูแลการให้น้ำให้ดินชุ่มชื้น
รวมถึงต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ
เพราะถ้าหากขาดน้ำหรือถูกแสงแดดมากจนเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองแล้วค่อยๆแห้งตาย
ดังนั้นการปลูกจึงควรปลูกในฤดูฝน องค์ประกอบทางเคมี ใบพบสารสำคัญคือ rhinacanthin และoxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์)
มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส และมี Oxymethylanthraquinone นอกจากนี้ยังพบสาร Quinone, Rutin (quercetin - 3 -
rutinoside)(สารอนุพันธุ์ แนพโทควิโนนเอสเทอร์
ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง)
สรรพคุณทองพันชั่งเมื่อใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น
ๆ
รากและต้นทองพันชั่ง
เมื่อใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นจะช่วยยับยั้งมะเร็งเนื้องอก มะเร็งปอด
มะเร็งกระเพาะลำไส้ มะเร็งตามร่างกาย ส่วนใบจะใช้ยับยั้งมะเร็งไช (ราก, ต้น) ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ใบทองพันชั่ง
ใบชุมเห็ดไทย ไทยร่อน เมล็ดพริก ต้นเหงือกปลาหมอ
นำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผงให้ละเอียด
ใช้ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา ใช้รับประทานหลังอาหารเช้า,
เย็น ครั้งละ 5 เม็ด เป็นเวลา 1 เดือนจะช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ (ใบ)ช่วยแก้โรคไต โรคมะเร็ง
ด้วยการใช้ใบทองพันชั่งดอกเหลืองและใบเลี่ยน นำมาตากแดดจนแห้งแล้วนำไปคั่วให้หอม
ใช้ชงเป็นน้ำชาไว้ดื่มเพื่อรักษาโรค (ใบ) ช่วยแก้กระษัย (ราก)
ช่วยแก้อาการใจระส่ำระสาย แก้อาการคลุ้มคลั่ง (ใบ) ช่วยแก้อาการปวดหัวตัวร้อน (ใบ)
แก้อาการไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด (ราก) รักษาโรครูมาติซึม (ราก)
รักษาโรคตับพิการ (ราก) รักษาโรคไขข้อพิการ (ราก)
แก้ลมเข้าข้อที่ทำให้มีอาการปวดบวมต่าง ๆ (ราก) ช่วยแก้หิดมะตอย (ใบ)
ช่วยทำให้ผมดกดำ แก้ผมหงอก ผมร่วง จึงมีการนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์แชมพูทองพันชั่ง
(ราก) ช่วยแก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค (ใบ, ราก,
ต้น)
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการเว็บ Fast98 เป็น เว็บพนันออนไลน์ ฝาก-ถอนระบบออโต้ มีแอดมินบริการตลอด 24 ชั่วโมง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น